<
ข้อมูลทั่วไป
วิสัยทัศน์
ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนา
ข้อบัญญัติงบประมาณ
โครงสร้างผู้บริหาร
โครงสร้างพนักงานและพนักงานจ้าง
โครงสร้างสภา อบต.
โครงสร้างหน่วยงาน
อำนาจหน้าที่
แผนอัตรากำลัง
สถานะการเงิน-การคลัง
ข้อมูลศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีฯ
รายงานการประชุมของผู้บริหาร
คู่มือประชาชน  
ผลิตภัณฑ์ตำบลปงดอน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง  
แจ้งเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์
แบบสอบถามความพึงพอใจ  
แบบฟอร์มต่างๆ
สรุปสถิติการให้บริการประชาชน  
ประกาศ อบต.ปงดอน  
กองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต.ปงดอน
กระทู้ถาม-ตอบ

จำนวนผู้เข้าชม

การซอ
ซอพื้นเมืองล้านนา  เป็นการขับร้องพื้นบ้านล้านนา  ที่มีพ่อเพลงแม่เพลง นิยม
กันมานานนับแต่สมัยโยนกเชียงแสน  ช่างซอเป็นผู้แทนในการให้การศึกษาหลายด้าน จารีตประเพณี ด้านความรักและการร่วมกันด้านประวัติศาสตร์และตำนานนิทาน  ด้านให้ความเพลิดเพลินด้วยเสียงและลีลา  ด้านการประพฤติปฏิบัติทางโวหารกวี  ด้านความครึกครื้น เป็นมหรสพ ด้านการช่างต่างๆ เช่น การทำอาหาร ช่างทำบ้าน เป็นต้น การซอ มี ๓ แบบ คือ
๑.  ซอเดี่ยว หรือ ซอป้อด หรือ ซอดาด การซอแบบนี้ไม่ต้องใช้เครื่องดนตรี
๒.  ซอเข้าปี่ หรือ ซอถ้วง เป็นการขับร้องสลับกันระหว่างชายหญิง เรียกว่า “คู่ถ้อง” เป็นการ
ซอเข้ากับดนตรี
๓.  จ๊อย  หมายถึง  การขับร้องที่ใช้ทอดเสียงยาว ร้องเดี่ยวเข้ากับดนตรี คือ ซึง สะล้อ และเปี๊ยะ  การซอยังคงยึดถือรูปแบบโบราณ ที่มีการนับถือครูอย่างเด่นชัด ต้องไปหัดกับพ่อครู     แม่ครูซอ เมื่อไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ก็จะมีพิธียกครูซอและกินอ้อ หมายถึง พ่อครู แม่ครูจะเอาน้ำผึ้งใส่ในปล้องไม้อ้อแล้วปลุกเสกด้วยคาถาอาคมให้ช่างซอกิน  ให้เป็นผู้มีสมองดี  เรียกว่า อ้อผญา  สามารถหัดซอและเก่งในด้านปฏิภาณโวหาร โดยถือทำกันในช่วงเดือน ๙ เหนือ ข้างขึ้น หรือเดือน ๗ ของภาคกลาง  ช่างซอต้องเป็นผู้ใฝ่หาและคงแก่เรียนมาก  ต้องเคารพเคร่งครัดต่อข้อปฏิบัติที่พ่อครู แม่ครูเคยพร่ำสอน  เมื่อร่ำเรียนจนสามารถเรียนรู้ทั้งทำนองเพลงการซอเข้ากับเครื่องดนตรี  รู้จังหวะ  และสามารถสร้างปฏิภาณโวหารจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า  ถึงเวลาที่จะออกไปตั้งวงซอได้ ก็จะต้องมาขอแบ่งครู จากนั้นพ่อครู แม่ครูก็จะจัดพิธีให้เรียกว่า แบ่งครูซอ คล้ายกับการ “รับครอบ” ของโขนละครไทย.
การฟ้อนดาบ
การฟ้อนดาบเป็นศิลปะการละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดลำปาง
อุปกรณ์และวิธีเล่น
๑. ดาบ ๒ เล่ม ต่อคน
๒. เครื่องดนตรี ได้แก่ ฆ้องโหม่ง ฉาบกลาง กลองปู่เจ่ (กลองยาวของชาวไตใหญ่)
๓. ชุดเครื่องแต่งกายในการฟ้อนดาบ ได้แก่ เตี่ยวสะดอ (กางเกงขาก๊วยขาสั้น) เสื้อหม้อห้อม ผ้าคาดเอว   ผ้าโพกศีรษะ
๔. ผู้ฟ้อน ๑ - ๒ คน และนักดนตรีอีก ๔ - ๕ คน

วิธีฟ้อน
การฟ้อนดาบ จะเริ่มต้นด้วยการตีฆ้องนำ แล้วต่อจากนั้นจะตีฉาบและกลองให้เข้าจังหวะเร้าใจเป็นทำนองเพลงปู่เจ่  ผู้แสดงเริ่มฟ้อนดาบตามหลักเกณฑ์และท่าที่ครูประสิทธิ์ประสาทให้มา  ซึ่งมี ๒ ช่วงคือ
ช่วงที่ ๑ ไหว้ครู โดยผู้ฟ้อนจะวางดาบลงไว้ด้านหน้าให้ไขว้กัน แล้วจึงไหว้ครู
ช่วงที่ ๒ หลังจากไหว้ครูแล้ว ก็เริ่มฟ้อนท่าต่าง ๆ
ซึ่งครูคำ  กาไวย์ รวบรวมมี ๓๒ ท่า เช่น ท่าบิดบัวบาน เกี้ยวเกล้า ฯลฯ โดยใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายรับดาบไว้ เช่น ปากคาบ หนีบรักแร้ ขาพับเข่า ฯลฯ
การฟ้อนจะฟ้อนไปจนจบกระบวนท่า ทั้ง ๓๒ ท่า หรือจะน้อยกว่านั้นก็ได้ ถ้าฟ้อนคู่ก็จะรำไปพร้อมกัน   อาจมีหลอกล่อกันบ้าง แต่ไม่มีการฟันดาบ

โอกาสหรือเวลาที่เล่น
ใช้แสดงเมื่อถึงคราวมีงานนักขัตฤกษ์ เช่น งานประเพณีขึ้นปีใหม่ งานสงกรานต์ งานปอย พิธีรดน้ำดำหัว ปัจจุบันมีการพัฒนาให้เป็นการออกกำลังกายสำหรับนักเรียนในการเรียน จึงมีการแสดงในตอนเช้าสำหรับบาง โรงเรียน

คุณค่าหรือเวลาที่เล่น
การใช้ดาบเป็นอาวุธเป็นวิชาต่อสู้ป้องกันตัวของชายชาวล้านนา  ซึ่งจะได้รับการฝึกฝนเพื่อใช้ต่อสู้ศัตรูยามสงคราม  และเมื่อมีความชำนาญก็อาจใช้แสดงเพื่อความรื่นเริง เมื่อมีการแสดงมากขึ้น ก็มีการประยุกต์ดัดแปลงลีลาท่าทาง และการเคลื่อนไหว ประกอบเพลงและอาวุธมากขึ้น ปัจจุบันจะเน้นเรื่องการแสดงเพื่อความบันเทิง โดยเฉพาะในงานแสดงต้อนรับนักท่องเที่ยว และพัฒนาเป็นการออกกำลังกายประกอบดาบ (ดาบไม้) ของนักเรียน ซึ่งนอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย
ประวัติประเพณีสรงน้ำพระธาตุมหิยังกะ
มีเรื่องเล่าตามตำนานกล่าวขานไว้ว่า ณ ที่แห่งหนึ่งคือที่ตั้งบ้านไฮเดิม มีต้นไฮที่เป็นทองคำทั้งต้น
ต้นไฮนี้เป็นต้นไม้ทิพย์จากสวรรค์ที่พระอินทร์เอามาปลูกเพื่อจะเอาดอกไฮคำไปถวาย องค์อัมรินทร์
ที่ประทับอยู่บนสวรรค์ เพราะต้นไฮคำนี้จะมีกลิ่นหอมทั่วโลกทั้งสาม เพราะดอกไฮคำนี้แสนกัลป์
จะออกดอกครั้ง พอข่าวว่าต้นไฮคำนี้ทราบไปถึงหูพญามาร พญามารก็ให้มารทั้งหลายเตรียมการ
ตราทัพเพื่อไปรบเอาดอกไม้ไฮคำที่พระอินทร์ปลูกไว้ พอพระอินทร์รู้ข่าวว่าพญามารแต่งทัพจะรบ
เอาดอกไฮคำก็เป็นที่เดือดร้อนใจของเหล่าเทวดาทั้งหลายเพราะว่าขาดผู้ที่จะนำทัพไปรบกับ
พญามาร ครั้งนั้นก็มีองค์อินทร์หนุ่มขันอาสาไปรบกับพญามาร องค์อินทร์นี้ชื่อว่า “ท้าวองค์อินทร์
มหิยังกะพระชัยชนะมาร” ซึ่งองค์อัมรินทร์ประทานชื่อให้เพราะท้าวมหิยังกะมีเขาเป็นอาวุธ
เพราะว่าเขามหิยังกะนี้มีอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก เพราะว่าได้รับพรจากองค์อัมรินทร์และก่อนที่
ท้าวมหิยังกะจะออกรบได้ขอพรจากองค์อินทร์ 2 ประการว่า
1. ถ้าข้ารบชนะพญามารขอให้ข้าเป็นอมตะ
2. ถ้าข้ารบชนะพญามารขอให้ข้าเป็นที่สักการบูชาของเทวดา มนุษย์ และแม้แต่ องค์อินทร์เอง
เมื่อได้รับพรจากองค์อินทร์แล้ว ท้าวมหิยังกะก็ได้เตรียมทัพ เมื่อถึงวันไปเอาดอกไฮคำ
เพราะดอกไฮคำนี้จะออกในวันที่ราหูอมจันทร์ มันเป็นวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง และเป็นวันครบ
กำหนดแสนกัลป์พอดีนับแต่เริ่มปลูกต้นไฮคำ
ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงผู้ดูแลต้นไฮคำ ครั้นเมื่อพระอินทร์มาปลูกต้นไฮคำ ก็ได้สั่งให้นายโง้มฟ้า
(หรือไอ้โง้มฟ้า) เป็นผู้ดูแลต้นไฮคำนั้น ไอ้โง้มฟ้าคือมนุษย์สมัยนั้นที่มีตัวใหญ่และสูงเทียมฟ้า
ได้รับคำสั่งจากพระอินทร์ให้ไปตักเอาน้ำที่สระอโนดาตในป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นน้ำทิพย์
เพราะเพียงน้ำในสระนี้เท่านั้นที่ทำให้ต้นไฮคำออกดอก ไอ้โง้มฟ้าก็ทำตามเพราะมันได้พรจาก
พระอินทร์ว่า ถ้าดอกไฮคำออกดอกเสร็จให้บอกถ้าทำสำเร็จนายโง้มฟ้าจะได้เป็นจักรพรรดิ
เป็นใหญ่ในโลกมนุษย์ แต่ถ้าละเลยหน้าที่จะถูกสาปให้เป็นคนแคระ (เป็นมนุษย์ในปัจจุบัน)
ครั้นพอถึงเวลาวันราหูอมจันทร์ก่อนถึงเหตุการณ์จันทรคราส ที่จะทำให้ดอกไฮคำกำเนิดก็มี
ปาฏิหาริย์อัศจรรย์ยิ่ง ทำให้ตรีภพทั้งสาม คือ โลกมนุษย์ โลกเทวดา โลกพญามาร สั่นหวั่นไหว
อย่างรุนแรง เหตุการณ์นั้นทำให้นายโง้มฟ้าผู้ซึ่งเฝ้าต้นไฮคำอยู่เกิดตกใจกลัวนึกว่าฟ้าจะลงมา
หนีบตน จึงหลบเอาหัวไปซุกอยู่ที่ถ้ำดอยปู่ยักษ์ ซึ่งเป็นที่อาศัยของพญามาร ทำให้พญามาร
แตกตื่น ดอยแห่งนั้นอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอแจ้ห่มในปัจจุบัน จึงได้ชื่อว่าดอยปู่ยักษ์สืบมา
เพราะที่แห่งนั้นเป็นที่ตั้งทัพของพญามารที่จะมารบเอาดอกไฮคำ ส่วนหัวหน้าพญามารตอนนั้น
ชื่อพญาอนันตะนาคราช ซึ่งเป็นใหญ่แก่มารทั้งหลาย เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ในหมู่พญามาร
ขี่พญานาค 9 หัวเป็นผู้นำออกรบ ทางด้านหมู่เทพ มีท้าวมหิยังกะเป็นผู้นำทัพ เพราะได้รับพร
จากองค์อัมรินทร์โดยได้ตั้งฐานทัพที่ดอยพับพึง หรือดอยแม่หยวกในปัจจุบัน ที่ว่าเป็นดอยพับพึง
เพราะตามตำนานกล่าวว่าเป็นที่พักพิงของเทวดาอารักษ์ที่ตราทัพเพื่อจะมารบเอาดอกไฮคำ
ส่วนคนปัจจุบันไม่รู้จึงเรียกดอยนี้ว่า ดอยแม่หยวก เพราะว่าข้างธารน้ำไหลจากดอยพับพึงมี
ต้นกล้วยขึ้นอยู่ข้างธารน้ำมากมาย คนในปัจจุบันจึงเรียกธารน้ำแม่หยวก และเรียกดอยนี้ว่า
ดอยแม่หยวกสืบมา หาได้เรียกตามตำนานเทพที่กล่าวว่า ดอยพับพึงไม่
ครั้งพอเหตุการณ์แผ่นดินไหวเช่นนั้น องค์ผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาก็ส่องเนตรทิพย์มาดู
ยังโลกที่ปลูกต้นไฮคำ ก็รู้ว่าใกล้ถึงเวลาที่ต้นไฮคำจะออกดอกแล้ว จึงได้สั่ง
ท้าวมหิยังกะเตรียมทัพลงไปเมืองมนุษย์ไปเตรียมการตราทัพที่จอมดอยพับพึง
ท้าวมหิยังกะก็ได้ลงมาตราทัพโดยขี่ควายดำเขาเผือกลงมาเพื่อรบกับพญามาร
ส่วนพญามารก็รู้ข่าวการออกดอกไฮคำ จากไอ้โง้มฟ้าที่เอาหัวไปซุกที่ถ้ำดอยปู่ยักษ์ พวกมารถาม
ไอ้โง้มฟ้าว่าดอกไฮคำออกแล้วหรือ ด้วยความกลัวว่าฟ้าจะหนีบหัวของไอ้โง้มฟ้าจึงบอกพวกมาร
ส่งเดชไปว่าดอกไฮคำออกแล้ว ทั้ง ๆที่ไอ้โง้มฟ้าก็ไม่รู้หรอกว่าดอกไฮคำเป็นยังไง มันบอกส่งเดช
ไปงั้นแหละ เพียงคำพูดส่งเดชของมันทำให้มันผิดสัญญา ผิดกฎต่อองค์อินทร์ ไอ้โง้มฟ้าจึงถูกสาป
ให้เป็นมนุษย์แคระเท่ามนุษย์ในปัจจุบันตั้งแต่นั้นมา ไอ้โง้มฟ้าจึงไม่ได้เป็นจักพรรดิ์ และถูก
องค์อัมรินทร์สั่งให้ไปเฝ้าขุมทรัพย์สามต่างม้า ที่จะเป็นรางวัลให้แก่ท้าวมหิยังกะ ขุมทรัพย์นี้อยู่ทาง
เหนือของบ้านไฮไปหลายโยชน์ หรือที่ดอยห้างที่มีน้ำจำออกสี่ด้าน (ยังปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน)
เมื่อพญามารทราบข่าวจากไอ้โง้มฟ้าเช่นนั้น ก็ตราทัพพร้อมที่จะออกรบเพื่อชิงดอกไฮคำ แต่เป็น
ที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เมื่อทัพพญามารกับท้าวมหิยังกะมาประจันหน้ากัน เมื่อเห็นดอกไฮคำนั้นออก
ดอกเป็นสตรีที่มีรูปโฉมที่งดงามมาก งามกว่านางในโลกทั้งสาม งามกว่าหมู่เทวดา นางมาร
และมนุษย์ทั้งหลาย มีเนื้อตัวเป็นสีทอง และมีกลิ่นหอม ทำให้ผู้พบเห็นต้องหลงใหลนางไฮคำ
แม้ท้าวมหิยังกะเองก็หลงใหลในตัวนางไฮคำ อยากได้มาเป็นคู่ครองของตน พญาอนันตนาคราช
เองก็หลงใหลในตัวนางไฮคำเช่นกัน ดังนั้นท้าวทั้งสองต่างยกพลเข้ารบกันในบริเวณทุ่งกว้างซึ่งเดิม
ทุ่งนี้มีชื่อเรียกว่าทุ่งไฮคำ ปัจจุบันเรียกว่าทุ่งไฮ เพราะสมัยก่อนบริเวณทุ่งแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่รบ
เพื่อชิงนางไฮคำ ระหว่างที่มีการสู้รบของเทพกับมาร เพื่อชิงนางไฮคำดำเนินไปได้ 7 ราตรี ยัง
ไม่มีใครแพ้ใครชนะ แต่กำลังพลของมารและเทพที่ติดตามท้าวมหิยังกะ และติดตามพญามาร
อนันตนาคราช มาต่างก็ล้มตายทั้งหมด เมื่อถึงราตรีที่ 8 มาเหลือเพียงท้าวมหิยังกะกับพญามาร
อนันตนาคราชเท่านั้นที่สู้กันอยู่ ส่วนท้าวมหิยังกะขี่ควายดำเขาเผือกซึ่งมีเขาเป็นอาวุธที่ร้ายแรงมาก
พุ่งเข้าชนท้าวพญามารอนันตนาคราชซึ่งขี่นาค 9 หัว มีไฟล้างโลกันต์เป็นอาวุธ แต่ไฟโลกันต์ของ
พญามารทำอะไรท้าวมหิยังกะไม่ได้ เพราะท้าวมหิยังกะได้รับพรจากองค์อัมรินทร์ว่าให้เป็นอมตะ
ครานั้นท้าวมหิยังกะก็ขี่ควายดำเขาเผือกใช้เขาอันทรงฤทธิ์ขวิดพญามารอนันตนาคราช
ตายคาหลังนาค 9 หัว เมื่อพญามารตาย นาค 9 หัวนั้นก็ไปบำเพ็ญตนขดรอบดอยอักโข
ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดอักโขชัยคีรี จึงเป็นอีกตำนานหนึ่งที่กำเนิดวัดอักโขชัยคีรี
เมื่อท้าวมหิยังกะรบชนะพญามารได้นางไฮคำ ทั้งสองเกิดพึงพอใจจึงแต่งงานกันจนมีลูก 12 คน
เป็นทายาท และได้สร้างบ้านเมืองที่ใกล้แม่น้ำวัง ครั้นเมื่อทางองค์อัมรินทร์ทราบว่าท้าวมหิยังกะ
รบชนะพญามารแล้ว และก็รู้ว่าดอกไฮคำที่ต่างเฝ้ามานานนั้นเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดา ชื่อนางไฮคำ
นั้นเอง จึงให้ทูตสวรรค์มาเชิญท้าวมหิยังกะกลับสวรรค์ เพราะว่าเทพจะแต่งงานกับมนุษย์ไม่ได้
และจะอยู่เมืองมนุษย์ไม่ได้ เพราะจะทำให้หมดอิทธิฤทธิ์ และจะหมดบุญญาวาสนาที่จะได้ส่งมา
เกิดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปไม่ได้ ท้าวมหิยังกะจึงจำใจต้องจากนางไฮคำกลับไปสู่สวรรค์
ทิ้งนางไฮคำเป็นแม่หม้ายอยู่กับลูก 12 คนสืบต่อมา ก่อนที่ท้าวมหิยังกะจะกลับเมืองสวรรค์ได้สั่ง
ให้ควายดำเขาเผือกตัวนั้น ไปสีไปอานดอยลูกหนึ่งไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าครั้งหนึ่งได้ลงมาเมืองมนุษย์
ได้มีเมียชื่อไฮคำ ให้สถานที่นี้เป็นที่ให้นางไฮคำและลูกหลานระลึกถึงท้าวมหิยังกะ ในวันเพ็ญเดือน 9
(9 เป็ง) ให้จุดบั้งไฟบูชาเพราะว่าวันเพ็ญเดือน 9 เป็งนี้เป็นวันกำเนิดนางไฮคำ และเป็นวันที่
ท้าวมหิยังกะลงมาสู่เมืองมนุษย์เพื่อรบกับพญามาร ต่อมาสถานที่ควายดำเขาเผือกไปสีไปอาน
ก็คือ ธาตุมหิยังกะในปัจจุบัน.
ช่วงระยะเวลาในการสรงน้ำพระธาตุมหิยังกะ
ประเพณีสรงน้ำพระธาตุมหิยังกะ นิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 9 (เดือน
ทางภาคเหนือ) จะมีพิธีทางศาสนา การสรงน้ำพระธาตุ และการจุดบั้งไฟสักการะท้าวมหิยังกะ
เพื่อขอให้ฝนตกตามฤดูกาล สร้างความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำใช้อุปโภค บริโภคอย่างไม่ขาดแคลน
ปีใหม่ชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) วันขึ้นปีใหม่ (เจี๋ย เซียง เหฮียง)

ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี จะเป็นประเพณีของชาวจีนสืบทอดมาตั้งแต่
บรรพบุรุษ ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนทุกคนต่างนับถือสืบทอดมาจนถึงรุ่นลูกหลาน เทศกาลตรุษจีน
ถือว่าเป็นเทศกาลวันปีใหม่ของ ชาวจีน เช่นเดียวกับชนชาวเขากลุ่มหนึ่ง ที่มีเชื้อสายจีนมาตั้งแต่
บรรพบุรุษเช่นกัน คือ ชนเผ่าเย้า หรือเมี่ยน ที่มีถิ่นฐานบ้านเรือนตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในเขต
ภาคเหนือของไทย ทุกปีชาวเมี่ยนหรือเย้า ต่างได้ดำเนินกิจกรรมประเพณีเพื่อระลึกถึงบรรพชน
และเป็นวันสำคัญของชีวิต เฉกเช่นเดียวกับวันปีใหม่ของชาวไทย หรือชนชาติต่างๆ
ปีใหม่เมี่ยน คือ วันตรุษจีน ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 1 (จะนับ วัน เดือน ปี แบบจีน) ก่อนถึงวันขึ้นปีใหม่ เมี่ยนจะมีการจัดเลี้ยงผีบรรพบุรุษ และเพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะเข้ามา ภายในงานฉลองเทศกาลปีใหม่นั้น จะมีการจัดกิจกรรมอยู่มากมาย เช่น การพบปะญาติมิตร การรับขวัญ ด้วยไข่แดง
เนื่องจากเผ่าเมี่ยนใช้วิธีนับวันเดือนปีแบบจีน ดังนั้นวันฉลองปีใหม่จึงเริ่มพร้อมกันกับชาวจีน คือ วันตรุษจีน ภาษาเมี่ยนเรียกว่า เจี๋ยฮยั๋ง ก่อนที่จะถึงพิธี เจี๋ยงฮยั๋ง นี้ ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะต้องเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นทั้งของใช้ส่วนตัว และของใช้ในครัวเรือนให้เรียบร้อยก่อน เพราะเมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่แล้ว จะมีกฏข้อห้ามหลายอย่างที่เผ่าเมี่ยน ยึดถือและปฏิบัติกันต่อ ๆ กันมา ช่วงวันขึ้นปีใหม่ บรรดาญาติพี่น้องของแต่ละครอบครัว ที่แต่งงานแยกครอบครัวออกไปอยู่ที่อื่น ก็จะพากันกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ และญาติพี่น้องของตนเอง เป็นการพบปะสังสรรค์ และทำพิธีบวงสรวงบรรพบุรุษร่วมกัน
เสียงเมี้ยน พิธีนี้จะเริ่มถือว่าเป็นวันส่งท้ายปีเก่า เป็นการแสดงความขอบคุณแก่วิญญาณ บรรพบุรุษที่ได้คุ้มครองดูแลเรา ในรอบปีที่ผ่านมาด้วยดี
แซ่ง เอี๊ยด ดอม เป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่ละครอบครัวจะตื่นแต่เช้ามืด แล้วเดินไปหลังบ้านไปเก็บก้อนหินเข้าบ้าน เสมือนเรียกขวัญเงินขวัญทองเข้าบ้านด้วย ทำให้ครอบครัวมีความสุข พอเก็บก้อนหินเข้ามาในบ้านแล้ว ผู้ใหญ่จะต้มไข่เพื่อย้อมไข่แดง ส่วนเด็ก ๆ ตื่นขึ้นมาก็จุดประทัด หรือยิงปืนเพื่อเป็นสิริมงคล และเฉลิมฉลองปีใหม่ และทำพิธี "ป๋ายฮหยัง" เป็นพิธีไหว้บรรพบุรุษ หรือศาลเจ้า เป็นความหมายว่าปีเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งไม่ดีต่าง ๆ ก็ขอให้หมด หรือผ่านไปเสีย เริ่มปีใหม่แล้วขอให้มีแต่สิ่งดี ๆ การดำรงชีวิตสะดวก ราบรื่น ไม่มีปัญหาอุปสรรค และอื่น ๆ พิธีนี้แต่ละครอบครัว แล้วแต่ว่าจะทำหรือไม่ บางทีก็ทำหมดทั้งหมู่บ้าน ซึ่งจะมีการเวียนไหว้กันไปจนครบทุกบ้าน หรือบางครั้งอาจมีการไหว้เป็นสายตระกูลหรือเครือญาติเท่านั้น
โดยจะไปไหว้หรือทำพิธีที่บ้านเดียว ที่บ้านของเครือญาติอาวุโส ที่เป็นเครือญาติเดียวกัน และเป็นหลักในด้านพิธีกรรม หรือเป็นผู้นำด้านพิธีกรรมของแต่ละตระกูล ซึ่งจะมีหิ้งผีบูชาบรรพบุรุษแตกต่างออกไปจากคนอื่น คือหิ้งบูชาจะมีลักษณะเป็นศาลเจ้า ภาษาเมี่ยน เรียกว่า เมี้ยน เตี้ย หลง ส่วนคนอื่นทั่ว ๆ ไปจะมีหิ้งบูชาธรรมดาที่เรียกกันว่า เมี้ยน ป้าย เมื่อทำพิธีไหว้บรรพบุรุษ "ป๋าย ฮหยัง" เสร็จแล้ว พ่อแม่ก็จะนำไข่แดงมาแจกให้กับเด็ก ๆ และญาติพี่น้องที่มาร่วมงาน แล้วผูกเชือกให้สวยงาม ต่อจากนั้นก็จะทำอาหารรับประทาน มีการสังสรรค์กันตามประสาญาติพี่น้อง และเพื่อนร่วมงาน ในวันขึ้นปีใหม่นี้ผู้ใหญ่เมี่ยนมักจะบอกกับเด็ก ๆ ว่า ถ้าเป็นผู้หญิงให้วันนี้ตั้งใจ ปักผ้าแล้วจะเก่งในฝีไม้ลายมือ ส่วนผู้ชายจะให้ไปเรียนหนังสือจะได้เก่ง ฉลาดในการเล่าเรียน
งานปีใหม่เมี่ยนจะจัดกัน 3 วัน มีวันที่สำคัญที่สุด คือ วันแรก วันไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ ส่วนวันที่ 2 และ 3 จะเป็นการสังสรรค์กับเหล่ามิตร และอยู่อย่างสงบตามวิถีชีวิตของชาวเมี่ยนผู้รักความสงบ

ชาวเมี่ยนจะมีสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนวันปีใหม่ คือ
1. อาหารสัตว์ เช่น หยวกกล้วย หญ้าสำหรับเลี้ยงหมูเลี้ยงวัว และอื่น ๆ เพราะเมี่ยนเชื่อว่า
ถ้าไปหาอาหารสัตว์ ในวันขึ้นปีใหม่นี้ เมื่อถึงเวลาทำไร่ จะมีวัชพืชขึ้นมาก ทำให้ผลผลิตไม่ดีหรือไม่พอกิน
2. ฟืน สำหรับหุงต้ม เมี่ยนเชื่อว่าถ้าไปตัดฟืนในวันขึ้นปีใหม่ จะทำให้ในตัวบ้านมีแมลงบุ้งมาก
3. ขนม(ฌั้ว) ใช้สำหรับไหว้บรรพบุรุษ และใช้กินในวันขึ้นปีใหม่ ขนมที่ทำมี ข้าวปุก (ฌั้ว จซง)
ข้าวต้มมัดดำ (ฌั้วเจี๊ยะ, ฌั้วจฉิว)
4. เนื้อ สัตว์ ส่วนมากจะฆ่ากันวันที่ 30 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีเก่า มีทั้งหมู และไก่ เพราะเมื่อถึง
วันขึ้นปีใหม่ เมี่ยนจะไม่ฆ่าสัตว์ มีความเชื่อว่า ถ้าฆ่าสัตว์ในวันขึ้นปีใหม่นี้แล้ว จะทำให้การเลี้ยงสัตว์
ไม่ดี และทำให้เกิดโรคต่าง ๆ แก่สัตว์ได้
5. เตรียมไข่ เพื่อจะมาย้อมเป็นสีแดง สำหรับย้อมให้เด็ก และญาติพี่น้องที่มาเที่ยวในวันขึ้นปีใหม่
ซึ่งถือว่าเป็นสิริมงคล และเป็นสิ่งที่ดีงาม
6. ของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้าเครื่องประดับ และอื่น ๆ จะต้องเตรียมให้พร้อมก่อนวันขึ้นปีใหม่
เพราะในวันขึ้นปีใหม่ เมี่ยนห้ามใช้เงิน ถ้าใช้เงินในวันนี้เชื่อว่า เวลามีเงินแล้ว จะไม่สามารถเก็บได้
ต้องจับจ่ายออกไปจะยากจน และไม่สามารถหาเงินทองได้
7. ประทัด ใช้จุดเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัว เป็นการแสดงความยินดีที่ปีเก่าได้ผ่าน
ไปด้วยดี และต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะถึง... 

ในวันนี้จะมีข้อห้ามหลายอย่างที่เผ่าเมี่ยนยึดถือ และปฏิบัติกัน คือ
1. ไม่ใช้เงิน เพราะเชื่อว่า ถ้าใช้เงินจะไม่สามารถเก็บเงินอยู่ได้
2. ไม่ฆ่าสัตว์ เชื่อว่า จะเลี้ยงสัตว์ไม่เจริญ
3. ไม่ทำไร่ เชื่อว่า จะปลูกพืชไม่งอกงาม
4. ไม่ เก็บฟืนและหาอาหารสัตว์ มีความเชื่อว่า วันพักผ่อนก็ควรจะพักผ่อน เพราะเมื่อทำอะไรแล้ว
จะทำนั้นไม่เจริญงอกงาม เมื่อเลือกใช้ฟืนจะเลือกที่มีลักษณะสวยงาม เชื่อว่า ลูกหลานจะได้สวยงาม
5. ไม่กินอาหารประเภทผัก มีความเชื่อว่า ถ้าทำไร่ หญ้าจะขึ้นรก

ประเพณีสงกรานต

วันสงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ถึงวันที่ 15 เมษายนของทุกปีวันที่ 13
เป็นวันต้น คือวันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 คือวันกลาง เป็นวันเนา และวันที่ 15 เมษายน คือวันสุดท้าย
เรียกว่า วันเถลิงศก

มหาสงกรานต์ แปลว่า ก้าวขึ้น หรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ หมายถึง สงกรานต์ปี คือ ปีใหม่อย่างเดียว

วันเนา เป็นวันอยู่เฉย ๆ เป็นวันว่างนอกจากเล่นสนุก เนา เป็นคำเขมร แปลว่า อยู่ เป็นวันถัดจาก
มหาสงกรานต์ มา 1 วัน เป็นวันที่ดวงอาทิตย์เข้าที่เข้าทางในวันราศีตั้งต้นใหม่เรียบร้อยแล้ว

วันเถลิงศก แปลว่า วันขึ้นศก เป็นวันที่เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การที่เลื่อนวันขึ้นศกใหม่ มาเป็นวันที่ 3
ถัดมาจากวันมหาสงกรานต์ ก็เพื่อให้หมดปัญหาว่าการย่างขึ้นสู่จุดเดิม สำหรับปีนั้นเรียบร้อยดี

นางสงกรานต์ ของแต่ละวันจะมีนาม อาหาร อาวุธ และสัตว์เป็นพาหนะต่าง ๆ ดังนี้

วันอาทิตย์ ชื่อทุงษเทวี ทัดดอกทับทิมเครื่องประทับปัทมราค ภักษาหารผลมะเดื่อ อาวุธขวาจักร
ซ้ายใช้สังข์ พาหนะครุฑ

วันจันทร์ ชื่อโคราคเทวี ทัดดอกปิ่น เครื่องประดับมุกดาหาร (ไข่มุก) ภักษาหารน้ำมันเนย อาวุธขวาพระขรรค์
ซ้ายไม้เท้า พาหนะเสือ

วันอังคาร ชื่อรากษสเทวี ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับโมรา (หินลายชนิดหนึ่งนับเข้าในพวกหินมีค่าหรือ
ที่เรียกกันว่า แก้วโมรา ) ภักษาหาร คือ โลหิต อาวุธขวา ตรีศูล ซ้ายธนู พาหนะ สุกร

วันพุธ ชื่อมณฑาเทวี ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย อาวุธ คือ ไม้เท้าเหล็กแหลม
พาหนะ ลา

วันพฤหัสบดี ชื่อกิริณีเทวี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับ แก้วมรกต ภักษาหาร ถั่วงา อาวุธขวา
ขอช้าง ซ้ายปืน พาหนะ ช้าง

วันศุกร์ ชื่อกิมิทาเทวี ทัดดอกจงกลนี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหาร กล้วยน้ำว้า อาวุธขวา
พระขรรค์ ซ้าย พิณ พาหนะ กระบือ

วันเสาร์ ชื่อมโหทรเทวี ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหาร เนื้อทราย อาวุธขวาจักร 
ซ้ายตรีกูล พาหนะนกยูง

กิจกรรมวันสงกรานต์
- ทำบุญตักบาตร หรือนำอาหารไปถวายพระที่วัด เพื่อสืบทอดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและเพื่อ 
กล่อมเกลาจิตใจให้รู้จักการให้ การเสียสละ โดยมิมุ่งหวังสิ่งใดตอบแทน

- สรงน้ำพระพุทธรูป , สรงน้ำพระภิกษุสามเณร เพื่อความเป็นสิริมงคล และแสดงความเคารพต่อ 
ปูชนียบุคคล ที่ดำรงสืบทอดพระพุทธศาสนา

- รดน้ำและขอพรผู้ใหญ่ เป็นการแสดงความเคารพและแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณโดย
เฉพาะผู้อาวุโสน้อยพึงปฏิบัติต่อผู้อาวุโสมาก เช่น ลูกกับพ่อ-แม่-ปู่-ย่า-ตา-ยาย พุทธศาสนิกชนต่อ
พระภิกษุสงฆ์ เป็นต้น เป็นการแสดงความสุภาพ อ่อนน้อม อ่อนโยน และขอรับพร ซึ่งผู้อาวุโสกว่า
เหล่านั้นจะได้อวยชัยให้พรให้อยู่เย็นเป็นสุข และได้ข้อคิดเตือนใจเพื่อเริ่มต้นปีใหม่อย่างไม่ประมาท

- ก่อพระเจดีย์ทราย จะทำในวันใดวันหนึ่งระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน โดยการขนทรายมาก่อเป็น
เจดีย์ขนาดต่าง ๆ ในบริเวณวัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้วัดได้ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้าง หรือถม
พื้นต่อไปถือเป็นการทำบุญอีกลักษณะหนึ่งที่ได้ทั้งบุญและความสนุกสนาน

- ปล่อยนกปล่อยปลา เรื่องการปล่อยนกปล่อยปลานั้น ที่ทำกันมาก คือปล่อยปลา เพราะหาซื้อ
เอาไปปล่อยได้สะดวก เป็นการแสดงความกรุณาต่อสัตว์ นิยมทำในวันสงกรานต์ และไม่จำกัดว่าจะ
ทำที่วัดเท่านั้นทั้งนี้สุดแล้วแต่ความเหมาะสม

ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลปงดอน>>>

 

 


หน้าแรก | ข่าวและกิจกรรม | ข่าวจัดซื้อ-จัดจ้าง | กิจการสภา | สถานที่ท่องเที่ยว | ติดต่อเรา

 

©องค์การบริหารส่วนตำบลปงดอน หมู่ที่ 1 ตำบลปงดอน อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง 0-5483-4654 , 0-5483-4654 แฟกซ์ 0-5483-4654

E-mail : pongdonlp01@gmail.com